JPMorgan ไม่ต้องการนายธนาคารแบบเดิมอีกต่อไปแล้ว


เมื่อ "เจมี ไดมอน" สั่งเปลี่ยนสูตรจ้างงาน: JPMorgan ไม่ต้องการนายธนาคารแบบเดิมอีกต่อไปแล้ว


โลกการเงินกำลังเข้าสู่การปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี และชายคนที่นั่งบัญชาการธนาคารใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาเพิ่งประกาศอย่างตรงไปตรงมาว่า: อาชีพที่เคยมั่นคงที่สุดในวงการการเงิน กำลังถูกเขียนใหม่ทั้งหมด




จากเซี่ยงไฮ้ถึงทุกโต๊ะทำงานในวอลล์สตรีท


เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2568 ที่งาน China Summit ของ JPMorgan Chase ในนครเซี่ยงไฮ้ เจมี ไดมอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของธนาคารที่มีพนักงานกว่า 3 แสนคน ได้ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg Television ด้วยถ้อยคำที่ไม่มีการอ้อมค้อมใดๆ

"ผมคิดว่ามันจะลดจำนวนงานของเราลงในอนาคต จะมีงานประเภทใหม่เกิดขึ้นหลากหลาย และเราจะจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์มากขึ้น ขณะที่จ้างนายธนาคารในบางประเภทน้อยลง ซึ่งจะทำให้พวกเขาทำงานได้มีประสิทธิผลมากขึ้น"

ประโยคสั้นๆ เหล่านี้สะท้อนความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นอย่างเงียบๆ แต่ทรงพลังในวงการการเงินโลก และมันไม่ได้พูดถึงแค่ JPMorgan เพียงองค์กรเดียว




ความเข้าใจผิดที่คนรุ่นใหม่ยังเชื่ออยู่


มีความเชื่อที่ฝังรากลึกในหมู่คนที่ต้องการเข้าสู่วงการการเงิน ว่า ถ้าได้เข้าทำงานในธนาคารขนาดใหญ่ ก็แปลว่าชีวิตมั่นคงแล้ว เรียนรู้ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน สร้างฐานลูกค้า ไต่เต้าขึ้นบันไดองค์กร แล้วทุกอย่างจะดูแลตัวเอง

แต่ในความเป็นจริง วงการการเงินไม่เคยยืนนิ่งอยู่กับที่ นายธนาคารอาวุโสที่เคยผ่านวิกฤตหลายรอบรู้ดีว่า "ธนาคารที่คุณเข้าทำงาน ไม่เคยเป็นธนาคารเดิมตอนที่คุณเกษียณ" แผนกถูกยุบ ธุรกิจถูกขาย และเส้นทางอาชีพที่ดูมั่นคงในวันแรก แทบไม่เคยเป็นเส้นทางเดิมที่นำไปสู่การเกษียณอายุจริงๆ

แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้แตกต่างออกไป ไม่ใช่แค่การปรับโครงสร้างองค์กรตามปกติ แต่เป็นการ เขียนนิยามของ "พนักงานที่ต้องการ" ใหม่ทั้งหมด




ตัวเลขที่บอกทุกอย่างโดยไม่ต้องตีความ


เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองมาดูตัวเลขที่เกิดขึ้นจริงในวงการธนาคารสหรัฐและธนาคารระดับโลก

JPMorgan Chase มีพนักงาน 318,153 คน ณ เดือนกันยายน 2568 โดยมีอัตราการลาออกตามธรรมชาติปีละประมาณ 25,000-30,000 คน นั่นหมายความว่าผู้บริหารมีพื้นที่เพียงพอในการ "ปรับสัดส่วน" การจ้างงานใหม่โดยไม่จำเป็นต้องประกาศเลิกจ้างครั้งใหญ่ให้ตกใจ แค่ "ไม่รับคนแบบเดิม" ก็เปลี่ยนองค์กรได้ภายในไม่กี่ปี

Wells Fargo ลดพนักงานจาก 275,000 คนในปี 2562 เหลือราว 210,000 คนในเดือนกันยายน 2568 นั่นคือการหายไปของตำแหน่งงานกว่า 65,000 อัตรา ในเวลาเพียง 6 ปี ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่คลื่นปัญญาประดิษฐ์รุ่นใหม่จะถาโถมเข้ามาด้วยซ้ำ

Standard Chartered ยิ่งตรงไปตรงมากว่า ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประกาศอย่างเปิดเผยว่าธนาคารกำลังแทนที่ "กำลังคนที่ทำงานซ้ำซากไม่สร้างคุณค่า" ด้วยเทคโนโลยี และจะตัดตำแหน่งงานสนับสนุนออกถึง 8,000 อัตรา ในช่วง 4 ปีข้างหน้า

และภาพรวมทั้งภาคส่วน ธนาคารใหญ่ 6 แห่งของสหรัฐทำกำไรก้อนโตในไตรมาสล่าสุด เพิ่มขึ้น 18% ในขณะที่รวมกันลดพนักงานไป 15,000 คน ในช่วงเวลาเดียวกัน

กำไรขึ้น คนลด นี่คือสมการที่กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่




2 หมื่นล้านดอลลาร์บอกอนาคตได้ชัดกว่าคำพูดใดๆ


หากต้องการดูว่าองค์กรหนึ่งให้ความสำคัญกับอะไรจริงๆ ไม่ต้องฟังคำพูด แค่ดูที่งบประมาณ

JPMorgan Chase ทุ่มงบด้านเทคโนโลยีใกล้แตะ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในจำนวนนี้ราว 2,000 ล้านดอลลาร์ ถูกจัดสรรไว้สำหรับโครงการด้านปัญญาประดิษฐ์โดยเฉพาะ และที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ ธนาคารเริ่มติดตามและจัดอันดับวิศวกรภายในองค์กรบนระบบควบคุมภายใน โดยวัดจาก "ความถี่และความเข้มข้นของการใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์"

ลองคิดดูว่าความหมายของมันคืออะไร นั่นไม่ใช่ธนาคารที่กำลังทดลองเทคโนโลยีใหม่ไปวันๆ นั่นคือธนาคารที่ สร้างระบบปฏิบัติการใหม่ทั้งหมดโดยมีปัญญาประดิษฐ์เป็นแกนกลาง

Wells Fargo ยังรายงานว่าเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ช่วยให้ทีมวิศวกรรมของธนาคาร "เขียนโค้ดได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 30-35%" นั่นหมายความว่าในงานบางประเภท วิศวกร 7 คนอาจทำงานได้เท่ากับ 10 คนเมื่อก่อน แล้วอีก 3 คนนั้นไปไหน?




ใครที่ควรกังวล และใครที่ควรตื่นเต้น


นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Bloomberg Intelligence ระบุว่า "งานใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับงานซ้ำๆ ตามกระบวนการที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ล้วนมีความเสี่ยง" และประเมินว่าธนาคารทั่วโลกอาจสูญเสียตำแหน่งงานรวมกัน สูงถึง 200,000 อัตรา ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า

สถาบันวิจัย Citi ระบุว่าในบรรดาทุกภาคส่วนอาชีพ งานธนาคารเกือบ 54% มีโอกาสสูงที่จะถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในบรรดาทุกอุตสาหกรรมที่ทำการศึกษา

แต่ในเหรียญเดียวกัน มีอีกด้านหนึ่งที่ต้องมอง

Bloomberg Intelligence คาดการณ์ว่าปัญญาประดิษฐ์จะช่วยเพิ่มกำไรก่อนหักภาษีของธนาคารรวมกัน 12-17% ภายในปี 2570 และอาจเพิ่มมูลค่าให้อุตสาหกรรมนี้รวมกันสูงถึง 180,000 ล้านดอลลาร์ ผู้บริหาร 8 ใน 10 คนที่ถูกสำรวจมองว่าปัญญาประดิษฐ์จะช่วยเพิ่มรายได้และประสิทธิผลได้อย่างน้อย 5% ในช่วง 3-5 ปีนี้

สำหรับนักลงทุนทั่วไปที่ถือหุ้นธนาคารผ่านกองทุนดัชนีหรือกองทุนเกษียณอายุ สิ่งที่เกิดขึ้นกับพนักงานของธนาคารเหล่านี้ กลับเป็นข่าวดีสำหรับผลตอบแทนจากการลงทุน นั่นคือความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่ซ่อนอยู่ในระบบนี้




กรองการจ้างงาน ไม่ใช่การปลดพนักงาน


จุดที่น่าคิดที่สุดในสิ่งที่เจมี ไดมอนพูด ไม่ใช่เรื่องการเลิกจ้าง แต่เป็นเรื่อง "ตัวกรองการรับคนใหม่"

ในอดีต คนที่ได้รับการพิจารณาเข้าทำงานในธนาคารใหญ่ คือคนที่มีความรู้ด้านการเงิน เข้าใจผลิตภัณฑ์ มีทักษะการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า และผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบที่ธนาคารออกแบบมา

แต่ตัวกรองใหม่ที่กำลังถูกติดตั้งในองค์กรอย่าง JPMorgan คือ ความสามารถในการสร้าง นำใช้ และควบคุมระบบปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งหมายความว่าคนที่ไม่สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีนี้ได้ จะถูกกรองออกตั้งแต่ขั้นตอนสัมภาษณ์งาน ไม่ต้องรอถึงวันถูกเลิกจ้าง

นี่คือเหตุผลว่าทำไมการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถึงน่ากลัวกว่าการเลิกจ้างครั้งใหญ่ที่เห็นได้ชัด เพราะมันเงียบ ค่อยเป็นค่อยไป และเกิดขึ้นในชั้นของการตัดสินใจรับคนใหม่ ซึ่งสาธารณชนมองไม่เห็น




แล้วอาชีพแบบไหนที่ยังปลอดภัย?


คำตอบที่นักวิเคราะห์และผู้นำองค์กรส่วนใหญ่เห็นตรงกัน คือ งานที่ต้องอาศัยการตัดสินใจเชิงบริบทและความสัมพันธ์กับมนุษย์ จะยังอยู่รอดได้

ในบริบทธนาคาร นั่นหมายถึงตำแหน่งที่เชื่อมโยงกับการดูแลลูกค้าโดยตรง การวางแผนกลยุทธ์ทางการเงินเฉพาะราย การเจรจาต่อรองในสถานการณ์ซับซ้อน และการตัดสินใจในกรณีที่ข้อมูลยังไม่ชัดเจน

ในทางกลับกัน งานที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลข้อมูล การตรวจสอบเอกสาร การวิเคราะห์รายงานตามรูปแบบ หรือการติดต่อสื่อสารลูกค้าในกรณีมาตรฐาน ล้วนอยู่ในบัญชีเสี่ยงทั้งสิ้น

สำหรับผู้บริโภคที่ใช้บริการธนาคารเหล่านี้ ผลกระทบที่จะรู้สึกได้คือ มนุษย์บนสายโทรศัพท์จะน้อยลง บริการอัตโนมัติจะมากขึ้น กระบวนการอนุมัติสินเชื่อจะเร็วขึ้นแต่ยืดหยุ่นน้อยลง และโอกาสที่จะ "ต่อรอง" กับธนาคารในสถานการณ์พิเศษจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ




บทเรียนสำหรับคนรุ่นใหม่ที่มองหาความมั่นคง


ถ้าคุณกำลังศึกษาด้านการเงิน การบัญชี หรือการบริหารธุรกิจ และวางแผนจะเข้าทำงานในสถาบันการเงินขนาดใหญ่ สิ่งที่เจมี ไดมอนพูดในเซี่ยงไฮ้ไม่ใช่คำเตือนสำหรับคนที่ทำงานอยู่แล้ว แต่เป็น แผนที่สำหรับคนที่ยังไม่ได้เริ่ม

ความสามารถด้านปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้หมายถึงการเขียนโปรแกรมเป็นทุกคน แต่หมายถึงการเข้าใจว่าเครื่องมือเหล่านี้ทำงานอย่างไร ใช้ได้กับงานใดบ้าง มีข้อจำกัดอะไร และจะนำมาใช้เพิ่มประสิทธิผลในงานของตัวเองได้อย่างไร คนที่สร้างทักษะนี้ได้ไม่ว่าจะในสายการเงิน กฎหมาย สาธารณสุข หรือการศึกษา จะกลายเป็นที่ต้องการมากขึ้นในทุกองค์กร ไม่ใช่น้อยลง

และนั่นคือสิ่งที่เจมี ไดมอนไม่ได้พูดออกมาตรงๆ แต่ซ่อนอยู่ในทุกประโยคของสิ่งที่เขาพูด อาชีพที่ปลอดภัยที่สุดในปี 2569 อาจไม่ใช่อาชีพที่รุ่นพ่อแม่เลือก แต่เป็นอาชีพที่ยังไม่มีชื่อเรียกเมื่อ 3 ปีที่แล้ว




สรุป: สิ่งที่ต้องทำวันนี้เพื่อรับมือกับพรุ่งนี้


สำหรับทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในวงการการเงิน หรืออาชีพอื่นๆ มีประเด็นสำคัญที่นำไปปรับใช้ได้ทันที

หนึ่ง: ประเมินตำแหน่งงานของตัวเองตามเกณฑ์นี้ งานที่คุณทำในแต่ละวันมีส่วนไหนที่เป็น "กระบวนการซ้ำๆ ที่วัดผลได้ชัดเจน" และส่วนไหนที่ต้องใช้ "การตัดสินใจเฉพาะบริบทที่ซับซ้อน" สัดส่วนแรกคือสิ่งที่ระบบอัตโนมัติจะเข้ามาแทน สัดส่วนที่สองคือคุณค่าที่คุณต้องขยายให้มากขึ้น

สอง: เรียนรู้การใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ที่เกี่ยวข้องกับงานของคุณ ไม่ใช่เพื่อพิสูจน์ตัวเองกับนายจ้าง แต่เพื่อทำงานได้เร็วขึ้นและดีขึ้นในฐานะมนุษย์คนเดียวกัน

สาม: ลงทุนในทักษะที่เครื่องจักรทำได้ยาก ได้แก่ ความเข้าใจในความต้องการของมนุษย์ การสื่อสารในสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อน การสร้างความไว้วางใจในระยะยาว และการคิดเชิงกลยุทธ์ในความไม่แน่นอน

โลกของการทำงานกำลังถูกเขียนใหม่ คำถามไม่ใช่ว่าการเปลี่ยนแปลงจะมาถึงหรือเปล่า แต่คือคุณจะอยู่ฝั่งไหนของการเปลี่ยนแปลงนั้น

คุณคิดว่าอาชีพในฝันของคุณจะยังมีอยู่ในอีก 10 ปีข้างหน้าหรือไม่?




แท็ก: ปัญญาประดิษฐ์, ธนาคารโลก, JPMorgan Chase, เจมี ไดมอน, ตลาดแรงงาน, อนาคตอาชีพ, วอลล์สตรีท, การเงินดิจิทัล, ระบบอัตโนมัติ, เทคโนโลยีการเงิน, Wells Fargo, Standard Chartered, การปรับโครงสร้างองค์กร, ทักษะอนาคต, เศรษฐกิจดิจิทัล, การลงทุนในตัวเอง, ตลาดหุ้นสหรัฐ, Bloomberg Intelligence, กลยุทธ์ธุรกิจ, คนรุ่นใหม่กับงาน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *